:: บริหารใจสร้างสุขในผู้สูงอายุ
   วันที่ 08 พ.ค. 2561 | จำนวนผู้เข้าชม 105 ครั้ง |

 

 

            นับตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในปี 2545 ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรส มีสัดส่วน 16% ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว มีสัดส่วน 6% พอเข้าสู่ปี 2550 ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรส ยังคงมีสัดส่วน 16% ขณะที่ ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว เพิ่มขึ้นเป็น 8%

            ผ่านไป 4 ปี ในปี 2554 ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรส มีสัดส่วน 18% ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว ตัวเลขขยับขึ้นเป็น 9%

            “สถาบันวิจัยประชากรและสังคม” มหาวิทยาลัยมหิดล ประเมินว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน แบ่งเป็น ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 17% หรือ 11.4 ล้านคน วัยแรงงาน ช่วงอายุ 15-59 ปี 65.7% หรือ 43 ล้านคน และ เด็ก อายุต่ำกว่า 15 ปี 17.8% หรือ 11.7 ล้านคน

            ปัจจุบันประชากรรุ่นที่เกิดเกินล้านคนต่อปี ระหว่างปี 2506-2526 จะมีอายุระหว่าง 34-54 ปี พอเข้าสู่ปี 2570 ประชากรรุ่นเกิดล้าน จะมีอายุ 44-64 ปี พอเข้าปี 2580 ประชากรรุ่นเกิดล้าน จะมีอายุ 54-74 ปี

            ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้ ไทยเราจะมีผู้สูงอายุ นับตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นปีละหลักล้านคน

            ที่ผ่านมา “กรมสุขภาพจิต” ได้พัฒนาโปรแกรมบริหารใจสร้างสุขให้กับผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพฯ และเริ่มทดลองใช้ตั้งแต่ปี 2560 เป้าหมายเพื่อลดภาวะซึมเศร้า ส่งเสริมให้ผู้สูงวัยในเมืองใหญ่ได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุข

          โดยคาดการณ์ว่า ผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวน 9 แสนคน หรือคิดเป็น 18% ของประชากรทั้งหมด และมีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 รองจากวัยแรงงาน

            จำนวน 92% ของผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ยังช่วยเหลือตัวเองได้ดี ไปไหนมาไหนได้ เมื่อลองสอบถามพบว่า 61% ของผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เคยรู้สึกเบื่อหน่าย วิตกกังวล มีความเครียด มีภาวะซึมเศร้าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ และส่วนใหญ่ราว 97% จะอยู่บ้าน

            ขณะที่ “รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ประจำปี 2559” สะท้อนว่า ผู้สูงอายุไทยที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท ที่มีสภาพทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน ยังมีความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน ในการเข้าถึงบริการสุขภาพอนามัย ซึ่งเนื่องมาจากข้อจำกัดในการเดินทาง และการรับรู้สิทธิของผู้สูงอายุในกลุ่มต่างๆ

            การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น การออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางสังคม แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาผู้สูงอายุโดยตรง จะช่วยลดภาระในการดูแล และให้บริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุได้อย่างมาก

            “ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร” ราชบัณฑิต ผู้นำทางความคิดในวิชาการหลายแขนง เคยเล่าถึงความทุกข์ 4 ประการของผู้สูงอายุว่า

            1. สถานภาพของชีวิตเบื้องหน้า เหมือนกำแพงทึบ ไม่สามารถใช้จินตนาการได้เช่นเดียวกับคนที่มีอายุน้อยกว่า เพราะคนเราต่างมีชีวิตอยู่ได้ด้วยจินตนาการ ที่ให้ความสุขและความพอใจในอนาคต ทั้งใกล้และไกล

            2. ผู้สูงอายุไม่อาจหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วย และความเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นความทุกข์เหนือกว่าความยากจน และมากยิ่งกว่าความทุกข์ใดๆ

            3. ผู้สูงอายุจะขาดการสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดกับบุคคลอื่นๆ คนที่พอจะคุยได้ในวัยเดียวกัน ก็ล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน

            4. ความรู้สึกว่า ตนเป็นภาระแก่บุคคลอื่น เพราะไม่สามารถช่วยตนเองได้ จำเป็นต้องพึ่งพาบุคคลอื่น

            สำหรับโปรแกรมส่งเสริมความสุขที่ “กรมสุขภาพจิต” วิจัยออกมา พยายามออกแบบให้สอดคล้องวิถีชีวิตผู้สูงอายุชุมชนเมือง เรียกว่า “เอมบีแคท” ( Mindfulness-based Cognitive Behavior and Acceptance Therapy: MBCAT ) โดยประยุกต์การฝึกสติร่วมกับกิจกรรมการสร้างสุขใน 5 มิติ ผ่าน 8 กิจกรรม

            ผลการทดลองใช้ในชมรมผู้สูงอายุที่อยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุขของกทม.ใน 8 พื้นที่ พบว่า ผู้สูงอายุมีความสุขเพิ่มขึ้นชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีผู้สูงอายุเข้าร่วมโครงการ 235 คน แบ่งออกเป็น

            1. กลุ่มผู้สูงอายุที่มีความสุขในระดับที่น้อยกว่าคนทั่วไป ลดจาก 43% เหลือเพียง 10%

            2. กลุ่มที่มีความสุขเท่ากับคนทั่วไป เพิ่มขึ้นจาก 44% เป็น 49%

            3. กลุ่มที่มีความสุขมากกว่าคนทั่วไป เพิ่มจากเดิมที่มี 13% เป็น 41%

            ในปี 2561 นี้ กรมสุขภาพจิตได้ขยายการใช้โปรแกรมนี้ ในชมรมผู้สูงอายุ 273 ชมรม และจะครอบคลุมทั้งหมดดำเนินการร่วมกับกทม. และชมรมผู้สูงอายุทุกชุมชน

            สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในโครงการที่น่าสนใจ เช่น การฝึกกระบวนการหายใจเพื่อสร้างสติและสมาธิ การละเล่นพื้นบ้าน เช่น มอญซ่อนผ้า การสร้างสุขที่ได้ปล่อยวางคือสุขสงบ มีการทำสมาธิ การออกกำลังกาย 7 วัน 7 ท่า การสร้างสุขที่ใจทำให้เกิดสุขสบาย เน้นการฝึกการสนทนากับตนเอง การออกกำลังกายด้วยโยคะสติ และ ฝึกการสร้างสุขจากจินตนาการ โดยทำสมาธิและฝึกสติ เป็นต้น

          ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เป็นครั้งแรกที่ไทยเราจะมีประชากรสูงอายุ ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าประชากรวัยเด็ก ที่อายุต่ำกว่า 15 ปี และยิ่งเวลาผ่านไป การสูงวัยของประชากร จะเป็นปัญหาที่หนักมากขึ้น ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และภาครัฐ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 20 ล้านคน หรือประมาณ 30.7% เกือบจะครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ

            คนเราเกิดมาล้วนทุกข์ตั้งแต่เกิด ยิ่งสูงวัยระดับของความทุกข์ก็ทับถมมากขึ้น โดยเฉพาะทุกข์จากความเจ็บไข้ได้ป่วย ยังไม่รวมถึงความเจ็บป่วยทางใจ ที่ทำให้หลายคนแทบหมดทางสู้ การสร้างสุขให้ตัวเองทีละเล็กทีละน้อยในทุกวัน และการฝึกกำลังสติ ตามแนวทางของศาสนาพุทธ ที่กรมสุขภาพจิตกำลังรณรงค์อยู่ตอนนี้ จึงถือเป็นหนึ่งในหลายวิธีการ ที่จะทำให้คนเราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ตามอัตภาพในทุกช่วงวัย

          อย่ารอให้ป่วยก่อนถึงรักษา อย่ารอให้แก่ก่อนถึงค่อยฝึกสติ อย่ารอให้ทุกข์มีอำนาจเหนือชีวิต รีบบริหารใจให้มีความสุข เก็บเป็นทุนรอนเอาไว้ จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต...

 

ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก pixabay.com

 

 

 

ศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไท� สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
999 �.พุทธมณฑลสา� 4 �.ศาลายา �.พุทธมณฑล �.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 ต่� 520 (คุณสุภาณ�) ต่� 536 (คุณพัจนันท�) เบอร์โทรสาร 02-441-9333 เบอร์มือถือ 065-0798997
e-mail: tchs.mu@gmail.com    facebook: HAPPINOMETER    www.HAPPINOMETER.com


Admin
www.free-counter-plus.com
mobilbahis, mobilbahis inceleme, tipobet, artemisbet, youwin, sekabet, bymavi, tempobet, protez sac, kiev marriage agency,
r57 shell